รายละเอียดบทความ

เครื่องอัดสำเนา,เครื่องโรเนียว,เครื่องพิมพ์สำเนา,เครื่องพิมพ์ออฟเซ็ท คืออะไร ? ทำไมเรียกกันหลายชื่อ

จำหน่ายและติดตั้งเครื่องอัดสำเนาดิจิตอล ยี่ห้อ Blueprint ทางร้านยินดีให้ข้อมูลเพิ่มเติ่ม เชิญติดต่อฝ่ายขาย


เครื่องอัดสำเนา

                ปัจจุบันการผลิตสำเนาเอกสารในสำนักงานทำได้สะดวกและรวดเร็ว  ประหยัดค่าใช้จ่าย  เพราะมีอุปกรณ์การผลิตสำเนาเอกสาร  (Reproduction  Equipment)  ที่ช่วยอำนวยความสะดวกมากมายหลายชนิด  เช่น  เครื่องถ่ายเอกสาร  เครื่องอัดสำเนา  (Duplicating  Machine)  เครื่องพิมพ์ออฟเซ็ท  เป็นต้น  เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยขจัดการทำงานที่ซ้ำซากช่วยลดเวลาการทำงานให้น้อยลง  จึงเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในสำนักงาน

 

เครื่องอัดสำเนาในปัจจุบันแบ่งได้ดังนี้

      1.  เครื่องอัดสำเนาระบบลูกโม่ใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและมือหมุน

      2.  เครื่องพิมพ์สำเนาระบบดิจิตอล

      3.  เครื่องพิมพ์ออฟเซ็ท 

 

 

 

1.  เครื่องอัดสำเนาระบบลูกโม้ใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและมือหมุน  (Stencil  Duplicator)

     ซึ่งจะต้องใช้กระดาษไข  (Stencil)  เป็นแม่พิมพ์  โดยมีวิธีการทำงานดังนี้

                -  การใส่กระดาษไขเป็นระบบกึ่งอัตโนมัติทั้งไฟฟ้าและมือหมุน  โดยใช้ปุ่มเปิด  - ปิดเครื่องทำงาน

                -  มีที่ตั้งจำนวนกระดาษ  เครื่องจะหยุดทันทีเมื่ออัดสำเนาครบจำนวน

                -  สามารถปรับความเร็วในการอัดสำเนา  มีระบบป้อนกระดาษโดยอัตโนมัติทีละแผ่น

                -  มีปุ่มปรับที่ใช้กับกระดาษหนาหรือบางได้  สามารถป้อนกระดาษได้ถึงแผ่นสุดท้าย

                -  มีชุดจ่ายหมึกเข้าเครื่อง  โดยอัตโนมัติ  สามารถปรับหมึกให้ออกมากหรือน้อยได้ตามที่ต้องการ

                -  มีปุ่มบังคับให้หมึกออกเฉพาะด้านขวา  ตรงกลาง  ด้านซ้าย  หรือให้หมึกออกตลอดทั่วหน้าได้

                -  ถาดป้อนกระดาษมีแผงกั้นกระดาษทั้งสองด้าน  สามารถปรับเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของกระดาษ

                -  ถาดรับกระดาษมีแผงกั้นกระดาษทั้ง  3  ด้าน  และแผงกั้นด้านขวาสามารถขยับจัดกระดาษให้เรียบทั้งรีม

                -  สามารถเลื่อนตำแหน่งการอัดสำเนาให้สูงขึ้นหรือต่ำลงได้ตามความเหมาะสม  รวมทั้งในขณะที่กำลังป้อนกระดาษ  สามารถเลื่อนข้อความจากซ้ายไปชวา  หรือจากขวาไปซ้าย

 

1.1  กระดาษไขที่ใช้กับเครื่องอัดสำเนาระบบลูกโม้ใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและมือหมุน  ได้แก่

                1.1.1  กระดาษไขแบบธรรมดา  ใช้พิมพ์กับเครื่องพิมพ์ดีดธรรมดาและไฟฟ้า  กระดาษไขพิมพ์เป็นแผ่นกระดาษที่อาบน้ำขี้ผึ้ง  ซึ่งตัวอักษรของเครื่องพิมพ์ดีดสามารถเจาะทะลุได้  กระดาษไขแต่ละแผ่นจะมีกระดาษคาร์บอนคั่นอยู่ตรงกลางระหว่างกระดาษไขกับกระดาษรองหลัง  ต่อไปนี้เป็นวิธีการพิมพ์กระดาษไขที่ถูกต้อง

                ก.  ก่อนพิมพ์ต้องทำความสะอาดตัวพิมพ์ด้วยแปรงหรือน้ำมันสำหรับล้างเครื่องพิมพ์ดีด  เพื่อให้เศษผ้าหมึกที่ติดอยู่กับตัวพิมพ์หลุดมิฉะนั้นจะทำให้กระดาษไขที่พิมพ์นั้นไม่ทะลุหรือทะลุไม่หมด  ผลงานที่ได้จากการอัดสำเนาจะดีและสวยงามนั้น  ขึ้นอยู่กับการรักษาความสะอาดเครื่องพิมพ์เป็นสำคัญ

                ข.  การพิมพ์  สอดกระดาษไขเข้าเครื่องพิมพ์ดีด  โดยระวังอย่าให้เกิดรอยยับ  ปรับให้ตรงได้แนวระดับขอบบนของกระดาษ  แล้วประมาณระยะที่จะพิมพ์ตามตัวเลขที่กรอบ  โดยปกติจะกะระยะพิมพ์บรรทัดแรกที่  5  ไม่ควรพิมพ์บรรทัดแรกสูงหรือต่ำเกินไปจะทำให้อัดสำเนาไม่ติดหรือถ้าติดก็ทำให้ดูไม่สวยงาม  นอกจากนี้จะต้องกั้นระยะหน้าและหลังให้เรียบร้อยเหมาะสมตามต้องการ  โดยไม่ให้ล้ำออกมานอกขอบที่อยู่ในตัวกระดาษไข

                ค.  ก่อนลงมือพิมพ์กระดาษไข  ต้องปรับปรุงเครื่องพิมพ์ดีดให้อยู่ตำแหน่งสำหรับใช้พิมพ์กระดาษไข  คือล็อกที่ส่งหมึกพิมพ์ไม่ให้เดิน  ในการพิมพ์ต้องพยายามให้น้ำหนักของการพิมพ์สม่ำเสมอ  มิใช่หนักบ้างเบาบ้าง  จะทำให้กระดาษไขทะลุไม่ตลอด  หรือถ้าพิมพ์แรงเกินไปอาจทำให้กระดาษไขขาด  น้ำหนักการพิมพ์นี้จะส่งผลกับงานที่อัดสำเนา  เพราะจะทำให้ไม่ชัดหรือหมึกเลอะเทอะได้

                ง.  เมื่อพิมพ์กระดาษไขผิดให้หมุนกระดาษไขขึ้นไป  4-5  บรรทัด  แล้วใช้นิ้วกดลงบนคำผิดนั้นเสียก่อน  เพื่อให้คำผิดนั้นราบลงไป  แล้วใช้ดินสอคั่นระหว่างแผ่นกระดาษไขกับแผ่นกระดาษคาร์บอนไม่ให้ติดกัน  จากนั้นใช้น้ำยาลบกระดาษไขทาทับคำผิดให้ทั่ว  เพื่อให้อุดรอยที่พิมพ์ทะลุนั้น  ปล่อยให้ทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้แห้ง  แล้วจึงเลื่อนกระดาษไขลงมาพิมพ์คำที่ถูกต้อง  โดยเคาะอย่าให้แรงนัก  และพึงระวังอย่าให้พิมพ์ให้ผิดตรงที่ลบนั้นอีก  เพราะจะทำให้กระดาษไขขาดออกไปหรือคำที่ผิดนั้นเลอะเทอะ

                จ.  การตรวจทาน  เมื่อพิมพ์กระดาษไขเสร็จแล้ว  ก่อนที่จะนำออกจากเครื่องพิมพ์ให้อ่านทานโดยละเอียดเสียก่อน  เมื่อแก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ เสร็จแล้วจึงนำกระดาษไขออกจากเครื่องอย่างระมัดระวัง

                1.1.2  กระดาษไขเทียน  ต้องเขียนด้วยปากกาที่มีหัวเป็นเหล็กแหลม  เพื่อขูดไขออกเป็นรอย  สำหรับให้หมึกอัดสำเนาซึมผ่านได้  โดยมีขั้นตอนการเขียนดังนี้

                -  สอดแผ่นรองเขียนกระดาษไขไว้ใต้กระดาษคาร์บอนของกระดาษไขเทียน

                -  ใช้ปากกาเขียนข้อความหรือรูปภาพลงบนกระดาษไขในขอบเขตที่กำหนดไว้บนกระดาษไขน้ำหนักในการกดปากกาเพื่อเขียน  ควรจะมีน้ำหนักพอสมควร   ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป  เพราะจะทำให้ข้อความที่ได้จากการอัดสำเนาไม่ชัดเจนหรืออาจซึมเลอะมากเกินไป

                1.1.3  กระดาษไขปรุ  หากต้นฉบับที่จะนำไปอักสำเนาเป็นรูปภาพ  กราฟ  ตารางหรือลวดลายที่ไม่สามารถพิมพ์ดีดลงในกระดาษไขได้  ก็จะอาศัยเครื่องปรุกระดาษไข  (Electronic  Stencil  Scanner)  ลอกแบบที่ต้องการลงในกระดาษไขปรุ  เครื่องนี้จะใช้แสงไฟและเข็มเจาะลงในกระดาษไขตามต้นฉบับ  แล้วนำกระดาษไขปรุไปอัดสำเนาได้ตามต้องการ

                1.1.4  กระดาษไขคอมพิวเตอร์   เป็นกระดาษไขที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ  เมื่อพิมพ์เสร็จนำไปอัดสำเนาได้ตามต้องการ

 

1.2  การอัดสำเนา

                -  ควรตรวจสอบสภาพของลูกยางและผ้าแพรว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยดีหรือไม่  แล้วใส่กระดาษไขเข้าเครื่องโดยให้ด้านหน้าหันเข้าหาแผ่นผ้าแพร  คว่ำลงติดหัวกระดาษไขตรงส่วนที่เป็นรอยปรุเข้ากับที่ยึดกระดาษไขแล้วดึงให้ทาบลงกับผ้าแพร  กดส่วนล่างให้ติดกับผ้าแพร  หมุนเครื่อง  1-2  รอบ  พร้อมกับกดปุ่มรีดกระดาษไขเมื่อพร้อมที่จะอัดสำเนาจึงฉีกกระดาษคาร์บอนและกระดาษรองหลังออก  การใส่กระดาษที่จะอัดสำเนาต้องกรีดกระดาษให้แยกจากกัน  เคาะให้หัวเรียบเสมอกันแล้วใส่ในแท่นส่งกระดาษแล้วปรับแผงนำกระดาษทั้งด้านข้างและหลังให้ชิดกระดาษที่จะใช้อัดสำเนา

                -  ลองเครื่องโดยหมุนมือหมุนเพื่อลองอัดสำเนาสัก  2-3  แผ่น  ตรวจดูว่าการวางรูปถูกต้องสวยงามหรือยังรวมทั้งดูว่าหมึกจางเกินไปหรือไม่  ถ้าสีหมึกจางก็ให้ปล่อยหมึกให้มากขึ้น  ในขณะเดียวกันถ้าหมึกหนาหรือเลอะเทอะแสดงว่าปล่อยหมึกมากเกินไป

                -  ตั้งจำนวนที่ต้องการ  แล้วเปิดเครื่องให้ทำงาน  ในขณะที่เครื่องทำงานต้องคอยสังเกตการณ์ทำงานของเครื่อง  เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพ  เมื่อได้เอกสารเกือบครบให้ลดความเร็วของเครื่องอัดสำเนาให้ช้าที่สุด  เพื่อเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานของสายพานและลูกยาง  เครื่องจะหยุดได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อครบตามจำนวนที่ต้องการ

                -  การนำกระดาษไขออกจากเครื่อง  เมื่ออัดสำเนาครบตามจำนวนที่ต้องการ  ให้นำกระดาษไขออกจากเครื่องอย่าระมัดระวัง  แล้วใช้กระดาษรองที่ฉีกออกให้ตอนแรกวางทาบลงบนกระดาษไขแล้วยกให้สูงขึ้น  โดยใช้มือซ้ายหมุนคลายกระดาษไขให้หลุดออกมาทาบกับกระดาษรอง  เพื่อเก็บเอาไว้ใช้ในคราวต่อไป  หากไม่ใช้กระดาษไขนั้นอีกก็ทิ้งไปได้เลย  สำหรับกระดาษที่อัดสำเนาแล้วควรปล่อยให้แห้งก่อนจึงค่อยนำออกจากแท่นรับกระดาษและจัดให้เรียบร้อยเสมอกัน

                -  วิธีเก็บกระดาษไขไว้ใช้งานครั้งต่อไป  ควรเช็ดด้านหลังที่เปื้อนหมึกออกให้แห้ง  แล้วใช้กระดาษรองหลังทาบ  ควรเก็บในลักษณะเป็นแผ่นเรียบหรือม้วน  ไม่ควรเก็บโดยการพับ  ไม่ควรเก็บกระดาษไขในที่อากาศร้อนชื้น  อับหรือถูกแสงแดด  ควรเก็บไว้ในกล่องโดยวางเป็นแผ่นเรียบอย่าให้ยับหรือย่น  กระดาษไขที่เก็บไว้ใช้งานถ้าเก็บอย่างดีสามารถเก็บไว้ได้ถึง  2  ปี

                -  เมื่อใช้เครื่องอัดสำเนาเสร็จแล้ว  ให้ถอดปลั๊กไฟออกม้วนเก็บให้เรียบร้อย  และพับแท่นรองกระดาษทั้งสองข้าง  นำผ้ามาคลุมเครื่องให้เรียบร้อย



2.  เครื่องพิมพ์สำเนาระบบดิจิตอล  (Digital  Printer)

 

 

                คือเครื่องที่ได้รับการพัฒนาต่อมาจากระบบการอัดสำเนา (หรือที่เรียกกันติดปากว่าเครื่องโรเนียว)  แบบเก่ามีข้อดีคือค่าใช้จ่ายต่อสำเนาต่ำมาก  ไม่เลือกคุณภาพของกระดาษที่ใช้  สามารถทำสำเนาได้คราวละมาก ๆ ในเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตามเครื่องอัดสำเนาแบบเก่าก็มีข้อจำกัดเรื่องความสะดวกในการใช้งาน  เพราะก่อนที่จะทำการอัดสำเนาได้จะต้องมีการเตรียมกระดาษไขขึ้นมาก่อน  การเตรียมกระดาษไขนั้นทำได้หลายวิธี  เช่น  พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ดีด  ใช้ปากกาเขียนไข  หรือถ้ามีรูปภาพก็ต้องเข้าเครื่องปรุกระดาษไขก่อน  นอกจากนี้แล้วการโรเนียวหรือการอัดสำเนายังต้องอาศัยผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้เครื่องมาก่อนจึงสามารถใช้งานได้  จึงมีการพัฒนาระบบอัดสำเนาแบบเก่าให้สามารถใช้งานได้ง่ายเหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร  และในขณะเดียวกันก็ยังคงคุณสมบัติอันเป็นข้อดีของเครื่องอัดสำเนาแบบเก่าเอาไว้  คือเรื่องประหยัดค่าใช้จ่าย  ทำสำเนาได้คราวละมาก ๆ ใช้กระดาษอะไรก็ได้  วิธีการดังกล่าวก็คือการผสมผสานเอาเครื่องปรุกระดาษไขและเครื่องอัดสำเนาเข้าไว้ด้วยกัน  และเรียกชื่อใหม่ว่าเครื่องพิมพ์สำเนาระบบดิจิตอล  (Digital  Duplicator)  นอกจากนี้ยังได้เพิ่มความสามารถต่าง ๆ ให้เหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร  เช่น  การย่อ-ขยาย  เปลี่ยนหมึกสีต่าง ๆ ได้  ให้ความคมชัดทั้งตัวหนังสือ  รูปภาพ ฯลฯ

                จุดเด่นของเครื่องพิมพ์สำเนาระบบดิจิตอล  ก็คือมีระบบคำสั่งงานตรงได้ครางละมาก ๆ และมีต้นทุนต่ำกว่าเครื่องถ่ายเอกสารทั่วไปถึง  10  เท่า  มีความทนทาน  ใช้งานไม่สลับซับซ้อน  คุณภาพทางสำเนาสะอาดและชัดเจนเรียบร้อยเหมือนต้นฉบับจริง  สามารถเปลี่ยนสีได้จึงพิมพ์ได้ทั้งสีและขาว – ดำ  สามารถพิมพ์กระดาษได้ทุกแบบตั้งแต่ต้นฉบับขนาดเล็กเท่านามบัตร  ถึงกระดาษขนาดใหญ่  และมีระบบย่อ – ขยาย เหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร

                หลายคนอาจจะคิดว่าเครื่องถ่ายเอกสารก็น่าที่จะทดแทนงานที่จะต้องทำสำเนาคราวละมาก ๆ ที่ใช้ในการอัดสำเนาได้เช่นกัน  แต่หากเปรียบเทียบเครื่องทำสำเนาดิจิตอลกับเครื่องถ่ายเอกสารอย่างละเอียดจะเห็นว่าเครื่องพิมพ์สำเนาดิจิตอลจะได้เปรียบกว่าในด้านราคาต้นทุนที่ต่ำและทนทาน

                เมื่อคำนวณต้นทุนของเครื่องถ่ายเอกสารจะเห็นได้ว่าต้นทุนคงที่เท่ากันทุกแผ่น  ไม่ว่าจะถ่ายเอกสารเพียงแผ่นเดียวหรือจำนวนมากเป็นร้อยแผ่นก็ตาม  เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายคงที่จากส่วนประกอบสำคัญ  3  ส่วน  คือผงหมึก  ผงแม่เหล็กและลูกไม่รับภาพ  ในขณะที่ต้นทุนของเครื่องพิมพ์สำเนาดิจิตอลแปรผันไปตามปริมาณงานพิมพ์  ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทำสำเนาด้วยเครื่องพิมพ์สำเนาดิจิตอลจะมีค่าวัสดุสิ้นเปลืองคือหมึกและกระดาษไขเท่านั้น  เมื่อกดปุ่มเพื่อทำสำเนากระดาษไข  (ราคาประมาณแผ่นละ  10  บาท)  จะถูกปรุด้วยความร้อน  เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์หลังจากนั้นไม่ว่าจะพิมพ์สำเนาสักกี่แผ่นก็ตามค่าใช้จ่ายต่อแผ่นจะคงที่  ซึ่งก็คือค่าหมึกนั่นเอง  ดังนั้นต้นทุนในการทำสำเนาจะแปรผันตามจำนวนที่ใช้  ยิ่งใช้จำนวนมากราคาต้นทุนก็จะถูกลงไป  เช่น  ถ้าพิมพ์  20  สำเนา  ก็มีค่าใช้จ่าย  53  สตางค์ต่อแผ่น  พิมพ์  100  สำเนาค่าใช้จ่ายจะลดลงเหลือ  13  สตางค์ต่อแผ่น  และเหลือเพียง  4  สตางค์ต่อแผ่นเมื่อพิมพ์ถึง  1,000  แผ่น  เป็นต้น

                เครื่องถ่ายเอกสารทั่วไปผู้ผลิตจะรับประกันสินค้าภายใน  1  ปี  หรือ  100,000  แผ่น  ในขณะที่อายุการใช้งานของเครื่องพิมพ์สำเนาดิจิตอลจะมีอายุใช้งานนานถึง  7  ปี  สาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุการใช้งานเครื่องพิมพ์สำเนาระบบดิจิตอลยาวนานกว่าก็คือระบบการทำสำเนาของเครื่องพิมพ์ดิจิตอลแทบไม่มีเรื่องของความร้อนเข้าไปเกี่ยวข้องเลย  ในขณะที่เครื่องถ่ายเอกสารจะต้องใช้หลอดไฟส่องสว่างความร้อนสูง  (ประมาณ  1,000  วัตต์)  เพื่อทำหน้าที่ในการสแกนต้นฉบับ  และจะต้องสแกนอยู่เช่นนั้นจนหมดสำเนาที่พิมพ์  นอกจากนั้นยังต้องใช้หลอดไฟความร้อนในการถ่ายเทความร้อนให้แก่ลูกกลิ้ง  เพื่ออบหมึกให้แห้งอีกด้วย  ความร้อนที่เกิดขึ้นในเครื่องถ่ายเอกสารนี่เอง  คือสาเหตุหลักที่ทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสั้นลง  อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องติดขัดบ่อย ๆ และยังไม่สามารถใช้งานต่อเนื่องตลอดทั้งวันได้  ในขณะที่เครื่องพิมพ์สำเนาดิจิตอลใช้ความร้อนจาก  Thermal  Head  ในการปรุไขเพื่อเป็นแผ่นแม่พิมพ์เพียงครั้งเดียว  หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำสำเนาอีกกี่แผ่นก็ตาม  จะมีเพียงกลไกขับเคลื่อนเท่านั้นที่ทำงานอยู่เมื่อไม่มีความร้อน  ปัญหาจุกจิกต่อเนื่องก็ไม่มี  เครื่องพิมพ์สำเนาดิจิตอลจึงสามารถทำงานได้ทั้งวันโดยไม่ต้องหยุดพักเลย

                ด้วยความที่เป็นระบบดิจิตอลทำให้เครื่องพิมพ์สำเนาดิจิตอลสามารถต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างไม่มีปัญหาโดยการใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงพิเศษ  (Computer  Interface)  เพื่อทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างเครื่องพิมพ์สำเนาดิจิตอลกับเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน  จะทำให้เครื่องพิมพ์มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น  โดยไม่ต้องใช้ต้นฉบับ

                นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงอีกหลายอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ตามลักษณะงานที่แตกต่างกัน  เช่น  เครื่องเรียงกระดาษ  ชุดป้อนต้นฉบับอัตโนมัติ  ลูกไม่เปลี่ยนสี  เป็นต้น  ทำให้การลงทุนคุ้มค่ายิ่งขึ้น



3.  เครื่องพิมพ์ออฟเซ็ท

 

 

                เมื่อ  200 ปีมาแล้ว  อลัวส์  เซเนเฟลเดอร์  (Alois  Senefelder)  ได้ใช้แท่งไขมัน  เขียนลงบนแผ่นหินขัดเรียบแล้วใช้น้ำเบา ๆ หรือความเปียกชื้นลงไปคลุมพื้นที่ซึ่งไม่ต้องการให้เกิดภาพ  แล้วคลึงหมึกตามลงไป  ไขมันที่เขียนเป็นภาพจะรับหมึกและผลักดันน้ำ  ในขณะเดียวกันน้ำก็ผลักดันหมึกมิให้ปนกัน  เมื่อนำกระดาษไปทาบและใช้น้ำหนักกดพิมพ์พอสมควร  กระดาษนั้นจะรับและถ่ายโอนหมึกที่เป็นภาพจากแผ่นหิน  (ทองเดิม  เสมรสุต. 2533: 373)

                จากแนวคิดนี้ได้พัฒนามาเป็นเครื่องพิมพ์ออฟเซ็ท  ซึ่งในปัจจุบันมีตั้งแต่ขนาดที่เรียกว่าเครื่องอัดสำเนา  (Offset  Duplication)  จนถึงเครื่องขนาดใหญ่  ในสำนักงานทั่ว ๆ ไป  นิยมใช้เครื่องอัดสำเนา  (Offset  Duplication)  เพราะราคาไม่แพงนัก  วิธีการใช้ง่าย  สะดวก  วิธีการทำงานของเครื่องพิมพ์ออฟเซ็ทจะประกอบด้วย

                3.1  ระบบน้ำ  (Dampening  System)   เพื่อให้เกิดความเปียกชื้นบนผิวหน้าแม่พิมพ์เสียก่อนในระบบความชื้นนี้ประกอบด้วยลูกน้ำจำนวนมากน้อยสุดแต่ขนาดของเครื่องพิมพ์

                3.2  ระบบหมึก  (Inking  System)   ประกอบด้วยขบวนลูกหมึกขนาดต่าง ๆ ทั้งที่เป็นผิวยางเปลือยและผิวโลหะขนาดต่าง ๆ จำนวนลูกกลิ้งหมึกขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่อง

                เครื่องพิมพ์ออฟเซ็ทบางรุ่นก็จะมีลูกหมึกและลูกน้ำแยกจากกัน  บางเครื่องก็จะมีระบบหมึกและน้ำรวมกัน  ซึ่งเรียกว่าแบบตาลเกรน  (Dahlgren)  การป้อนกระดาษเข้าเครื่องจะมี  2  ระบบคือ  ชนิดป้อนแผ่นและชนิดป้อนม้วน  สามารถพิมพ์สอดสีได้  ใช้ได้ทั้งเพลทโลหะและเพลทกระดาษ  การพิมพ์ระบบออฟเซ็ทที่ได้มาตรฐาน  สำเนาที่ผลติออกมาจะมีคุณภาพเหมือนต้นฉบับ  ซึ่งเป็นการผลิตสำเนาเอกสารที่ให้คุณภาพสูง  แต่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการพิมพ์ระบบอื่นที่มีคุณภาพการพิมพ์ใกล้เคียงกัน  งานพิมพ์ออฟเซ็ทต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างมาก  แต่สามารถพิมพ์สำเนาได้จำนวนมาก  ผลงานประณีต

                เครื่องพิมพ์ออฟเซ็ทตามปกติจะนำมาใช้กับงานพิมพ์ตามโรงพิมพ์เพื่อผลิตเอกสารหรือหนังสือต่าง ๆ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเพื่อนำมาใช้กับสำนักงานต่าง ๆ เพราะการใช้งานง่ายและสะดวกขึ้น

                เป็นที่ยอมรับกันว่าถ้าต้องการคุณภาพสำเนาที่ดีที่สุด  จะต้องใช้การทำสำเนาด้วยการพิมพ์ระบบออฟเซ็ท  อย่างไรก็ตามเนื่องจากการพิมพ์ระบบออฟเซ็ทมีกระบวนการเตรียมก่อนการพิมพ์ที่เรียกว่า  PrePress  ซึ่งยุ่งยากและซับซ้อนกว่า  ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำสำเนาด้วยเครื่องพิมพ์ระบบดิจิตอล  ดังนั้นการพิมพ์ด้วยระบบออฟเซ็ทแต่ละครั้งต้องพิมพ์จำนวนมาก ๆ แผ่นจนถึงหมื่นแผ่นขึ้นไปจึงจะคุ้ม

                นอกจากนี้เครื่องพิมพ์ออฟเซ็ทยังต้องใช้บุคลากรที่มีประสบการณ์และความชำนาญทางด้านการพิมพ์โดยตรงซึ่งนับวันก็จะหายากขึ้นทุกที  เครื่องพิมพ์สำเนาระบบดิจิตอลมีข้อดีในเรื่องการใช้ง่ายไม่ต้องพึ่งพาช่างผู้ชำนาญเป็นการเฉพาะแต่อย่างใด  และทั้งยังไม่ต้องผ่านกระบวนการ  PrePress  ให้เสียเวลา  เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นอีกคุณภาพงานจากเครื่องพิมพ์สำเนาดิจิตอลแทบไม่แตกต่างจากการพิมพ์สำเนาระบบออฟเซ็ทเลย  นอกจากนี้ยังมีหมึกสีให้เลือกใช้อีกมากมายไม่แพ้ระบบออฟเซ็ทเหมือนกัน  เครื่องพิมพ์สำเนาระบบดิจิตอลจึงนิยมใช้ในสำนักงานมากกว่าเครื่องพิมพ์ออฟเซ็ท

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณนราทิพย์

 

 








 

ผู้ลงบทความ : Teerawut