รายละเอียดบทความ

คำแนะนำการซื้อสินค้าทางออนไลน์อย่างไรให้มั่นใจ
ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้การติดต่อระหว่างกลุ่มเพื่อน คนรู้จัก เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ถึงอยู่กันคนละมุมโลกก็สามารถพูดคุยกันได้ตลอดเวลา  รวมไปถึงการติดต่อซื้อขายสินค้า ใช้บริการ หรือทำธุรกรรมต่างๆ ก็นิยมทำผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพราะสะดวกสบายแค่ปลายนิ้วคลิก ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางอย่างมากเลยค่ะ       แต่ ความสะดวกสบายในการซื้อขายสินค้าบนโลกออนไลน์เหล่านี้ ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมนะคะ  หากมีผู้ที่ไม่ประสงค์ดีเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายก็ทำให้เกิดความเสียหายได้ อย่างเช่นเมื่อไม่นานมานี้ หลาย ๆ ท่านคงได้ทราบข่าวซื้อขายตุ๊กตา เฟอร์บี้ (Furby) ที่ ได้รับความนิยมกันอย่างมาก ผ่านเว็บไซต์ Social Media แต่เมื่อผู้ซื้อโอนเงินค่าสินค้าแล้วกลับไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่ง ซึ่งมีผู้เสียหายในกรณีนี้หลายคนและรวมมูลค่าเงินที่โอนไปทั้งหมดนับล้านบาท เลยค่ะ

     จากกรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้น ทางสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ที่เป็นศูนย์กลางของผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) จึงได้มีแถลงการณ์ คำแนะนำในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ มาแนะนำแก่ทุกๆท่าน เพื่อให้สามารถเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ทางออนไลน์อย่างมั่นใจและปลอดภัย  รวมถึง คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการค้าขายออนไลน์ ในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ ด้วย ตามรายละเอียดดังนี้ค่ะ

 
คำแนะนำการซื้อสินค้าทางออนไลน์อย่างไรให้มั่นใจ


  1. หากเจอสินค้าที่ราคาถูกกว่าราคาท้องตลาดมากๆ จนผิดสังเกต ให้ตรวจสอบกับผู้ซื้อให้มั่นใจเสียก่อน อย่าเห็นแก่ของราคาถูกและรีบโอนเงินไปให้ก่อน เพราะผู้ร้ายมักตั้งราคาสินค้าให้ถูกกว่าท้องตลาด เพื่อโน้มน้าวให้คุณสนใจและซื้อ
     
  2. อย่าไว้ใจ Social Network ของผู้ขาย เพราะบางคนมีหลายบัญชีผู้ใช้ พยายามขอบัญชีผู้ใช้งานจริงที่ใช้ในการติดต่อ  ทำให้สามารถตรวจสอบกลุ่มเพื่อนหรือผู้ติดตามและพฤติกรรมของการใช้งานจริง ได้  โดยถ้าผู้ขายผ่าน Social Network มีความจริงใจก็ต้องยินดีในการให้บัญชีผู้ใช้งานจริง
     
  3. ควรตรวจสอบว่า ผู้ขายมีชื่อจริง นามสกุลจริง หรือชื่อของเจ้าของร้านแสดงอยู่หรือไม่ หาก มีชื่อจริง หรือเลขบัญชีธนาคารที่ต้องโอนเงินชำระค่าสินค้าให้ ควรค้นหาตรวจสอบชื่อ นามสกุลใน Google เสียก่อนก่อนว่ามีประวัติอย่างไรมาบ้าง เพราะหากเป็นชื่อหรือบัญชีที่เคยมีการโกงมาก่อน ก็อาจจะเจอคนอื่นๆ แสดงความเห็นไว้ในที่อื่นๆ เช่นกัน และหากเป็นบัญชีธนาคารในรูปแบบบริษัทหรือนิติบุคคล ก็จะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
     
  4. ตรวจสอบชื่อเว็บไซต์ ว่าชื่อเว็บนี้ตั้งมานานแล้วหรือไม่ ตรวจสอบได้ที่ http://dawhois.com สำหรับ .com และสำหรับชื่อเว็บที่ลงท้ายด้วย .th ตรวจสอบได้ที่ http://thnic.co.th/whois หากเว็บที่เปิดมานานแล้วเกิน 6 เดือนขึ้นไป ก็จะมีความน่าเชื่อมากกว่าเว็บที่เพิ่งเปิดมาเพียงไม่กี่เดือน เพราะส่วนใหญ่เว็บที่หลอกลวงจะเปิดได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
     
  5. สังเกตุว่าสำหรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต หากร้านค้านั้นรองรับการจ่ายเงินประเภทนี้ แสดงว่าผ่านการตรวจสอบจากธนาคารมาในระดับหนึ่ง
     
  6. ตรวจสอบจากการพูดคุยและโต้ตอบกันก่อนหน้านี้ของผู้ขายหรือเว็บนั้นๆ เช่น ในเว็บบอร์ด หรือ Social Network ดูว่ามีคนเข้าไปเขียนตอบอะไรบ้าง หรือกระทู้ล่าสุดที่ตอบคือเมื่อไร เพราะหากคำถามถูกทิ้งไม่ได้ตอบไว้นานจะมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า และต้องตรวจสอบว่ามีผู้เคยได้รับสินค้าแล้วหรือไม่ด้วย เพราะจะสามารถตรวจสอบตัวตนของเจ้าของนั้นได้ และควรระวังบัญชีผู้ใช้ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่
     
  7. ตรวจสอบดูความใหม่ของสินค้าหน้าเว็บไซต์และการอัพเดทเว็บไซต์ หาก เว็บไซต์มีการอัพเดทเป็นประจำ เช่น มีสินค้าใหม่ๆ  มีการเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่น การเปลี่ยนแปลงข่าวสารหน้าเว็บเป็นประจำ ก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าของร้านดูแลหน้าเว็บไซต์เป็นประจำ ทำให้เรามั่นใจได้มากขึ้น
     
  8. ตรวจสอบดูว่ามีลูกค้าที่เคยซื้อสินค้ากับร้านนี้หรือไม่ ลอง ตรวจสอบทางเว็บบอร์ดของทางร้าน หากมีหรือลองอีเมลติดต่อไปหาคนที่เคยซื้อไปว่าบริการของร้านค้าเป็นอย่างไร บ้าง เราจะได้มั่นใจมากขึ้น
     
  9. ตรวจสอบเบอร์ติดต่อของร้านค้า ที่ มีเบอร์ที่เป็น 02 หรือเบอร์บ้าน จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะมีที่อยู่หลักแหล่งแน่นอน ในเว็บไซต์ควรมีที่อยู่ของธุรกิจแสดงอยู่ เพื่อบ่งบอกว่าร้านค้าหรือเจ้าของร้านอยู่ที่ไหน จะดีกว่าเว็บไซต์ที่ไม่แสดงข้อมูล
     
  10. หากเว็บไซต์นั้นๆ มีการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ก็จะน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยและตรวจสอบได้ที่ http://www.dbd.go.th/edirectory 

 

 

 

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค  

เตือนปชช.!ซื้อของผ่านเว็บไซต์ต้องระวังตรวจกันสักนิดไม่งั้นเสียทั้งเงินและความรู้สึก

     

ด้วยความเข้าถึงง่ายของเทคโนโลยี หรือจะเป็นความสะดวกสบายในการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ที่ง่าย รวดเร็ว หมดปัญหาการเดินทาง และในบางครั้งก็จะได้สินค้าที่มีราคาถูกกว่าท้องตลาด เนื่องจากการขายสินค้าออนไลน์ไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนในการเปิดร้าน บางครั้งอาจจะได้สินค้าที่ทันสมัยหรือสินค้าที่ไม่มีร้านขายในประเทศ ทำให้ทุกวันนี้การซื้อสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมกันอย่างมาก

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากสถิติการรับเรื่องร้องเรียนของกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณาในปีงบ ประมาณ พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน พบว่า การซื้อสินค้าและบริการแบบออนไลน์ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต มีปัญหาในหลายประเด็น เช่น ชำระเงินแล้วแต่ไม่ได้รับสินค้า หรือบางครั้งถูกยกเลิกบริการและไม่สามารถติดตามขอเงินคืนได้ เนื่องจากไม่ทราบชื่อที่แท้จริงและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ นอกจากนี้ยังประสบปัญหาการโฆษณาทางสื่ออินเทอร์เน็ตที่ใช้ข้อความและรูปภาพ ในลักษณะโฆษณาชวน เชื่อที่เกินความจริง ใช้ข้อความที่ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีของชาติ และบางครั้งมีการใช้รูปภาพประกอบที่ไม่เหมาะสม  โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่มีการขายออนไลน์ที่ประชาชนจะถูกหลอกลวงคือ พวกสินค้าแบรนด์เนมที่มีราคาแพง เช่น กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา สินค้าเพื่อสุขภาพและความงามต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนด้านบริการออนไลน์ที่มักจะโดนหลอกลวง ได้แก่ การจองตั๋วเครื่องบิน และการจองทัวร์ โดยที่ผ่านมาทาง สคบ. ได้มีการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาในการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อชดเชยความเสียหาย ในการเปลี่ยนสินค้าให้กับผู้บริโภคแต่ก็ช่วยได้ไม่มากเพราะปัญหาส่วนใหญ่จะ เกิดจากการที่เจ้าของเว็บไซต์นำสินค้ามาขายแค่ระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็จะทำการปิดเว็บไซต์ ตามตัวไม่ได้ ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน

เลขาธิการ สคบ.กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการป้องกันการโดนหลอกจากการซื้อสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ ผู้บริโภคควรให้เวลากับการศึกษาข้อมูลของสินค้า ความน่าเชื่อถือของผู้ขายและสินค้าที่ขายก่อนการตัดสินใจซื้อ โดยมีวิธีการง่าย ๆ คือ

1. ตรวจสอบเว็บไซต์ของร้านค้าว่ามีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรม พัฒนาธุรกิจการค้าหรือไม่ การตรวจสอบนี้จะทำให้ผู้บริโภคสบายใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้จดต้องเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ ต้องมีการระบุข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ เพื่อขอขึ้นจดทะเบียน ซึ่งถ้าหากเป็นมิจฉาชีพคงจะไม่อยากแสดงตัวตนให้ผู้อื่นรู้ สังเกตได้จากหน้า Contact Us ในการจดทะเบียนผู้ขายจะได้รับเลขรหัสทะเบียน และจะมีการแสดงสัญลักษณ์ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

2. เลือกร้านค้าที่มีเสียงตอบรับในทางที่ดี วิธีสังเกตง่าย ๆ คือร้านค้าที่มีเสียงตอบรับที่ดี ให้ดูจากหน้ากระทู้ (Webboard) หรือจำนวนการส่งสินค้า การรีวิว (Review) จากลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าจากทางร้านว่าเป็นอย่างไร

3. เลือกซื้อสินค้าในเว็บไซต์ที่มีอายุการขายอย่างน้อย 1 ปี โดยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ง่าย ๆ ผ่านทาง http://www.seologs.com/dns/domain-check.html โดยการใส่ชื่อเว็บไซต์นั้น ๆ ลงไป

4. ตรวจสอบการตอบคำถามของผู้ขาย สามารถตรวจสอบได้จากการตอบคำถามในกระทู้ ว่าผู้ขายหมั่นตอบคำถามของลูกค้าหรือไม่ มีการตอบคำถามอย่างไร และเอาใจใส่ลูกค้าหรือไม่ หากในกระทู้มีลูกค้าเข้ามาคุยเป็นจำนวนมาก แล้วผู้ขายมีการให้ความใส่ใจในการตอบคำถามของลูกค้าที่ดี ผู้บริโภคก็สามารถมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าปลอดภัย

5. ดูเงื่อนไขการรับประกันสินค้าหรือบริการหลังการขาย เนื่องจากการซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ หากสินค้ามีปัญหาไม่ว่าจะเป็นการส่งที่ผิดพลาดหรือสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ทางร้านจะมีการรับประกันหรือสามารถเปลี่ยนหรือคืนสินค้าได้หรือไม่ ระยะเวลาในการรับประกันมีมากน้อยเพียงใด หากทางผู้ขายไม่ได้ระบุไว้ ผู้บริโภคก็ควรถามให้เข้าใจ และชัดเจนก่อนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งในทางที่ดีควรสอบถามผ่านทางเว็บบอร์ด หรืออีเมล เพื่อจะได้มีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่ควรตกลงซื้อขายกันทางโทรศัพท์

6. สินค้าที่สนใจจะซื้อไม่ควรเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย เช่น ซีดีเถื่อน สินค้าปลอม สินค้าผิดกฎหมาย หรือสินค้าที่มีราคาสูงมาก ๆ ถ้าไม่ใช่สินค้าพวกนี้ก็ไม่ต้องกังวลใจมากมาย เพราะปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดกับสินค้าประเภทพวกนี้

ทั้ง 6 วิธีข้างต้นนี้เป็นเพียงบางส่วนที่จะช่วยป้องกันการโดนหลอกจากมิจฉาชีพ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการให้เวลากับการตรวจสอบร้านค้าหรือสินค้า เพราะการเสียเวลานิดหน่อยก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ให้ ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคหากมีความสงสัยเกี่ยวกับระบบการสั่งซื้อ สินค้าบนธุรกิจออนไลน์และจำเป็นต้องชำระเงินโดยผ่านบัตรเครดิตหรือโอนเงิน เพื่อชำระค่าสินค้านั้น ก็ให้สังเกตสัญลักษณ์ DBD ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย

หากผู้บริโภคท่านใดถูกหลอกลวงจากการซื้อสินค้า และบริการแบบออนไลน์ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต หรือพบเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้แจ้งมายัง สคบ.ได้เลย โดยสามารถร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งทางระบบร้องเรียนออนไลน์ที่ www.ocpb.go.th หรือที่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดในจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ เทศบาล อบต. รวมถึงศูนย์ กศน. ตำบล หรือสายด่วน สคบ. 1166" เลขาธิการ สคบ.กล่าวทิ้งท้าย.



ผู้ลงบทความ : Teerawut